อาหารผู้ป่วยเบาหวาน

เบาหวานคาร์โบไฮเดรตโดยปกติแล้วร่างกายจำเป็นต้องรับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่รวมถึงผู้ป่วยเบาหวานเองก็เช่นเดียวกันซึ่งอาหารในหมู่คาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายกินเข้าไปจะเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลซึ่งคาร์โบไฮเดรตนี้ความต้องการของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันตามช่วงอายุและลักษณะการใช้ชีวิตว่าต้องการใช้พลังงานมากน้อยแค่ไหน

สำหรับคนทั่วไปในวัยทำงานจะต้องการคาร์โบไฮเดรตประมาณ 60% หรือมากกว่านั้น ในกรณีผู้ป่วยโรคเบาหวานควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อให้ทราบว่าตัวผู้ป่วยแต่ละท่านควรบริโภคคาร์โบไฮเดรตอยู่ในปริมาตรกี่เปอร์เซ็นต์ ในแต่ละวัน ซึ่งคาร์โบไฮเดรตคือเป็นปริมาณสารอาหารหลักที่ร่างกายต้องการเลยทีเดียว โดยเฉลี่ยแล้ววันนึงร่างกายต้องการคาร์โบไฮเดรตอยู่ที่ประมาณ 40 ถึง 60%

ผู้ป่วยโรคเบาหวานเมื่อรับประทานอาหารแล้วควรวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ทราบว่าควรบริโภคอาหารและคาร์โบไฮเดรตในระดับสัดส่วนเท่าไหร่ เมื่อทราบว่าระดับน้ำตาลที่พอเหมาะกับตนเองคือเท่าไหร่ก็จะสามารถทำให้จำกัดระดับคาร์โบไฮเดรตที่ควรบริโภคได้เท่าๆกันในแต่ละมื้อ แต่เนื่องด้วยปัจจัยต่างๆเช่น เวลาเร่งด่วน อาหารที่มีส่วนผสมของแป้งหรือไขมันเยอะก็ส่งผลต่อผู้ป่วยด้วย ตามที่เคยกล่าวไปแล้วว่าเนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานระดับน้ำตาลในเลือดสูงและต่ำได้ง่ายดังนั้นในฐานะที่ประเทศไทยบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหลีกเลี่ยงข้าวขาวหรือข้าวที่ผ่านการขัดสีเนื่องจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตอย่างเช่น ข้าวขาว แป้ง ขนมปัง จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (คาร์โบไฮเดรตจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้มากที่สุดถึง 90 – 100% จากการกินอาหารในหลายๆหมู่ และเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้เร็วภายในเวลาเพียงสิบห้าถึงเก้าสิบนาที) จึงควรเปลี่ยนหันมาบริโภคข้าวกล้องหรือข้าวไม่ขัดสีเนื่องจากจะมีไฟเบอร์เยอะและช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นเร็วมากเกินไป

ในปัจจุบันนี้คนบริโภคข้าวขาวกันมาก ซึ่งได้มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่าการกินข้าวขาวมากเกินไปสามารถส่งผลที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้มากขึ้นถึง 11% เลยทีเดียวรวมถึงวิถีชีวิตที่ต้องบริโภคอาหารจากร้านค้าต่างๆที่มีระดับน้ำตาลในกันในการปรุงอาหารจำนวนมากหรือเครื่องดื่มเช่นน้ำอัดลมหรือชาเขียวที่มีปริมาณน้ำตาลสูงล้วนแต่ช่วยกระตุ้นความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้

ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกระบุไว้ว่าร่างกายคนเราไม่ควรรับน้ำตาลเกินวันละหกช้อนชาหรือคิดเป็นปริมาณ 23 ถึง 25 กรัมเท่านั้นเอง ในขณะที่เครื่องดื่มน้ำอัดลมบางอย่างกับมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่า 25 กรัมแล้วด้วยซ้ำ

ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องตระหนักและมีวินัยต่อการบริโภคอาหารเครื่องดื่มขนมหวานผลไม้อย่างเคร่งครัด ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังบริโภคอาหารแต่ละประเภทและจดบันทึกปริมาณอาหารและระดับน้ำตาลเพื่อให้ทราบถึงปริมาณอาหารที่พอเหมาะที่จะบริโภคในแต่ละมื้อโดยไม่ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูงมากเกินไป แม้กระทั่งผลไม้บางอย่าง เช่น ทุเรียน สับปะรด ลำไย ถึงแม้จะบอกว่าเป็นผลไม้แต่ก็มีปริมาณน้ำตาลสูง

นอกจากผู้ป่วยเบาหวานแล้วคนทั่วไปก็ควรมีวินัยกับการกินมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและการบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไป นอกจากน้ำตาลจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ภาวะอ้วนแล้ว น้ำตาลจะทำปฏิกิริยากับโปรตีนและมีสารชื่อเอจีอี (APG) เกิดขึ้น ซึ่งสารนี้ส่งผลให้เกิดความเหี่ยวย่นกับผิวหนังซึ่งเป็นต้นเหตุของความชราตามมา