ป้องกันโรคเก๊าท์

โรคเก๊าท์โรคเก๊าท์หากมีการรักษาสุขภาพ ดูแลอาหารการกิน ใส่ใจต่อสุขภาพ เช่น ไต เบาหวาน โดยไม่ละเลยและไม่ประมาทว่าโรคอื่นๆ อาจเป็นที่มาของสาเหตุทำให้เกิดโรคเก๊าท์ได้ เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ความดันสูง โดยหมั่นพบแพทย์ตรวจกรดยูริคสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดโอกาสในการเกิดความเสี่ยงลงไปได้

โดยปกติแล้ว เรามักจะรู้ว่าตนเองมีปัญหาโรคเก๊าท์เมื่อมันแสดงอาการออกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น อาการปวดที่รุนแรง บวม แดง ร้อน บริเวณข้อนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อนิ้วและข้อศอก หรือภาวะที่เกี่ยวข้องกับไตอื่นๆ เช่น เกิดการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น เนื่องจากโรคเก๊าท์คือสภาวะที่มีกรดยูริคในร่างกายสูง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพตามมาถึงขั้นเสียชีวิตได้ (เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมองตีบ และไตวาย)

แต่หากมีการรักษาสุขภาพ ดูแลอาหารการกิน ใส่ใจต่อสุขภาพ เช่น ไต เบาหวาน โดยไม่ละเลยและไม่ประมาทว่าโรคอื่นๆ อาจเป็นที่มาของสาเหตุทำให้เกิดโรคเก๊าท์ได้ เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ความดันสูง โดยหมั่นพบแพทย์ตรวจกรดยูริคสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดโอกาสในการเกิดความเสี่ยงลงไปได้

เป็นที่รู้จักกันดีว่าประมาณ 70% ของกรดยูริคในร่างกายนั้นจะถูกขับถ่ายออกมาผ่านทางไต แต่หลายคนไม่ทราบว่าประมาณ 30% ของกรดยูริคที่เหลือจะเลือนหายไปจากการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ของคน

มีผักและผลไม้บางประเภทที่เคยมีการศึกษาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยบำบัดอาการของโรคเก๊าท์ได้ ประกอบด้วย

1. ลูกยอ ผลไม้ Superfruit (ซุปเปอร์ฟรุ๊ต) ชนิดนี้มีเอนไซม์ชีวภาพที่มีส่วนช่วยในเรื่องระบบการเผาผลาญอาหาร มีการศึกษาที่เกี่ยวกับประสิทธิภาพลูกยอกับโรคเกาต์แสดงให้เห็นความสามารถในการป้องกันผลกระทบของเอนไซม์แซนทีนออกซิเดส (Xanthine oxidase) Xanthine Oxidase จะทำให้เกิดกรด Uric ขึ้นในร่างกาย และเจ้ากรด Uric นี่เองที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเกาต์ ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันจะมียาบางกลุ่ม เช่น Allopurinol ซึ่งเป็นยาลดกรดUricในเลือด โดยการทำงานของยา Allopurinol คือทำกรดยูริคให้ลดลง โดยการยับยั้งทำงานของ enzyme xanthine oxidase นั่นเอง

2. น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ มีส่วยช่วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงค่า pH ของร่างกายเพื่อบรรเทาระดับกรดยูริคที่สูงเกินไปให้ลดลง ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ยังมีผลการศึกษาทางคลินิกไม่เพียงพอมากนัก

3. เชอร์รี่ ผลการวิจัยทางคลินิกแสดงให้เห็นว่าการกินเชอร์รี่ประมาณ 20 ลูกต่อวันสามารถลดความเสี่ยงของการโจมตีของโรคเกาต์กำเริบได้ เนื่องจากสารประกอบที่พบในเชอร์รี่ที่รู้จักในอย่าง “Anthocyanin / แอนโทไซยานิน” หรือสารที่ให้สีแดง ม่วง น้ำเงินตามธรรมชาตินั้น มีส่วนต้านการอักเสบและลดการทำลายเซลล์ที่เสียหายจากโรคเกาต์

4. ถั่งเช่าทิเบต ในผู้ป่วยที่กำลังจะได้รับการปลูกถ่ายไตแบ่งออกเป็นสองกลุ่มการเก็บตัวอย่าง ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 ที่มีการควบคุมการให้ยากดระบบภูมิคุ้มกัน, ยาเมทิลเพรดนิโซโลน (Methylprednisolone), ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ (Cyclophosphamide) กับอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับยาดังกล่าวด้วยเช่นกันแต่เพิ่มการบริโภคถั่งเช่าทิเบตปริมาร 1 กรัม 3 ครั้งต่อวัน พบว่าได้ผลดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับถั่งเช่า โดยสามารถลดระดับการถูกทำลายของอวัยวะ ได้แก่ ตับและไต จาก 18.35% ลงไปเหลือที่ 7.53% และลดกรดยูริคในเลือดรวมถึงโปรตีนในปัสสาวะจาก 2.25 +/- 0.58g ลงไปที่ 1.77 +/- 0.43g